กล่องสีครีมผูกริบบิ้นดำเป็นภาพที่หลายคนจำได้ทันทีเมื่อพูดถึง Jo Malone London ดูเรียบ สวย และรู้สึกพิเศษตั้งแต่ยังไม่ได้เปิดกล่อง แต่เบื้องหลังแพ็กเกจที่คุ้นตา ยังมีเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่เปลี่ยนความรักในกลิ่นหอมให้กลายเป็นแบรนด์ที่คนรู้จักทั่วโลกค่ะ

จากคนรักกลิ่นหอม สู่ Jo Malone London
Jo Malone ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เดิมทำงานเป็นผู้ดูแลผิวหน้าในลอนดอน เธอชอบทดลองและสร้างสรรค์กลิ่นหอม ความสนใจนี้ค่อย ๆ เติบโตเป็นธุรกิจ ก่อนที่ The Estée Lauder Companies จะเข้าซื้อกิจการในปี 1999
Jo ยังดูแลงานสร้างสรรค์ต่อจนออกจากแบรนด์ในปี 2006 และเริ่มต้นอีกครั้งกับแบรนด์ใหม่ชื่อ Jo Loves ในปี 2011
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า Jo Malone London กับ Jo Loves เป็นคนละแบรนด์กัน แม้จะมีผู้ก่อตั้งคนเดียวกันค่ะ แต่ความนิยม Jo Malone London ก็ยังเป็นที่นิยม และเป็นที่รู้จักมากกว่า

เสน่ห์ของความเป็นอังกฤษ
Jo Malone London หยิบธรรมชาติและบรรยากาศแบบอังกฤษมาเล่าผ่านกลิ่น ทั้งสวน ดอกไม้ ลูกแพร์ ต้นโอ๊ก และชายฝั่งทะเล ชื่อกลิ่นหลายชื่อจึงทำให้เราเริ่มจินตนาการได้ตั้งแต่ยังไม่ได้ดม
ส่วนขวดทรงเรียบ ฉลากที่จำได้ง่าย และกล่องผูกริบบิ้นก็ช่วยให้แบรนด์มีบุคลิกชัด จะซื้อใช้เองหรือมอบเป็นของขวัญก็ดูพิเศษ เป็นความน่าใช้ที่เริ่มตั้งแต่ตอนเลือกกลิ่นไปจนถึงตอนเปิดกล่องค่ะ

ห้ากลิ่นชื่อดังที่คนเริ่มต้นน่าทำความรู้จัก
ห้ากลิ่นนี้ช่วยให้เห็นโทนความหอมของแบรนด์ได้หลายด้าน โดยไม่ได้เรียงตามอันดับยอดขายนะคะ
1. English Pear & Freesia — ลูกแพร์สดฉ่ำกับดอกไม้ละมุน
กลิ่นลูกแพร์สุกกำลังดีผสมดอกฟรีเซีย มีความสดชื่นแบบผลไม้และความนุ่มของดอกไม้อยู่ด้วยกัน ให้อารมณ์เรียบร้อยแต่สดใส ใครชอบกลิ่นผลไม้ที่มีดอกไม้ตามมา น่าจะอยากลองขวดนี้ค่ะ
2. Wood Sage & Sea Salt — สดชื่นแบบชายฝั่งทะเล
มีโทนเกลือทะเล เซจ และเมล็ดแอมเบรตต์ ให้อารมณ์โปร่ง มีความเป็นไม้และสมุนไพร ชวนให้นึกถึงลมริมทะเล เหมาะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับคนที่อยากลองความสดชื่นอีกแบบนอกเหนือจากผลไม้หรือดอกไม้
3. Peony & Blush Suede — ดอกไม้สวย ๆ กับความนุ่มอุ่น
มีความฉ่ำของแอปเปิลแดง ตามด้วยพีโอนีและดอกไม้อย่างมะลิกับกุหลาบ พร้อมสัมผัสนุ่มอุ่นแบบหนังกลับ ภาพรวมชวนให้นึกถึงวันแต่งตัวสวย หวานละมุนและมีรายละเอียดค่ะ
4. Lime Basil & Mandarin — ซิตรัสสดชื่นที่มีสมุนไพรเพิ่มบุคลิก
ความสดใสของไลม์และแมนดารินจับคู่กับเบซิลและไวท์ไทม์ ทำให้กลิ่นมีทั้งความซ่าและความหอมเขียวของสมุนไพร ใครชอบกลิ่นสดชื่นที่มีลูกเล่น ขวดนี้น่าลองค่ะ
5. Wild Bluebell — ดอกไม้เบา ๆ เหมือนมีหยดน้ำค้าง
กลิ่นดอกบลูเบลล์ผสมลิลลี่ออฟเดอะวัลเลย์ มีความหวานฉ่ำของลูกพลับและความนุ่มของไวท์มัสก์ ให้ภาพของดอกไม้สดที่ดูอ่อนโยน เป็นกลิ่นในรูปที่นำมาประกอบเรื่องนี้ค่ะ

ทำไมแบรนด์นี้ถึงดังเรื่องการฉีดน้ำหอมคู่กัน?
Jo Malone London ให้ความสำคัญกับ Scent Pairing หรือการใช้กลิ่นร่วมกัน โดยคำนึงถึงการเลเยอร์ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบน้ำหอม และมีคำแนะนำให้ลูกค้าลองจับคู่ได้ง่าย แนวคิดนี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งที่คนจดจำแบรนด์ค่ะ
ตัวอย่างคู่ที่แบรนด์แนะนำคือ Wood Sage & Sea Salt กับ Peony & Blush Suede ซึ่งชวนให้นึกถึงการเติมความนุ่มอุ่นของดอกไม้ลงในความสดชื่นแบบชายฝั่ง หรือ English Pear & Freesia กับ Peony & Blush Suede สำหรับคนที่อยากลองผลไม้สดฉ่ำร่วมกับดอกไม้ที่เต็มขึ้น
การฉีดคู่กันไม่ได้ทำให้เกิดชื่อกลิ่นใหม่ตายตัวนะคะ สิ่งที่เราได้คือกลิ่นสองขวดที่รับรู้ร่วมกัน โดยผลลัพธ์จะเปลี่ยนตามสัดส่วนที่ฉีด ตำแหน่ง และกลิ่นบนผิวของเรา
แล้วน้ำหอมแบรนด์อื่นฉีดคู่กันได้ไหม?
ทำได้เหมือนกันค่ะ รวมถึงการจับคู่ข้ามแบรนด์ด้วย การเลเยอร์น้ำหอมไม่ได้เป็นสิทธิ์เฉพาะของ Jo Malone London จุดเด่นของแบรนด์คือทำให้เรื่องนี้เป็นแนวคิดหลัก มีคู่กลิ่นและวิธีทดลองให้คนเริ่มต้นเข้าถึงได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม การจับคู่ไม่ได้หมายความว่าทุกกลิ่นจะเข้ากันเสมอ กลิ่นหนึ่งอาจกลบอีกกลิ่น หรือเมื่ออยู่ด้วยกันแล้วอาจหนักเกินความชอบของเราได้ และไม่ได้รับประกันว่าจะติดทนขึ้นทุกคู่ค่ะ
ถ้าอยากเริ่มลอง ให้เลือกเพียงสองกลิ่น ฉีดทีละน้อย แล้วรอดูว่าชอบความหอมที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปไหม ใช้การฉีดแยกหรือซ้อนบนผิวก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเทน้ำหอมผสมลงในขวดเดียวกัน
ความสนุกของ Jo Malone London จึงอยู่ทั้งการค้นหาขวดที่ชอบ และการทดลองว่ากลิ่นเดิมจะให้ความรู้สึกอย่างไรเมื่อมีอีกกลิ่นมาอยู่ด้วย แต่ถ้าเจอขวดที่ถูกใจแล้ว ใช้เดี่ยว ๆ ก็มีเสน่ห์ได้เต็มที่ค่ะ










