รีวิว Mounjaro จากประสบการณ์จริง น้ำหนักลด 12 กิโลภายใน 4 เดือน 

ช่วงที่ผ่านมาคนพูดถึง Mounjaro กันเยอะมาก บางคนเรียกว่า “ปากกาลดน้ำหนัก” บางคนใช้แล้วน้ำหนักลดลงมาก ขณะที่บางคนมีผลข้างเคียงจนต้องหยุดใช้

เราเองเริ่มสนใจ Mounjaro เพราะน้ำหนักเราอยู่ที่ประมาณ 67 กิโลกรัม (สูง 160 ซม.) แม้จะพยายามควบคุมอาหารอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงตัดสินใจศึกษาข้อมูล และเริ่มฉีดครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569

วันนี้ (14 กันยายน) น้ำหนักของเราอยู่ที่ประมาณ 54–55 กิโลกรัม และคงที่อยู่ในช่วงนี้มาประมาณ 1 เดือนแล้ว ไม่ได้ลดลงต่อ แต่ก็ไม่ได้เพิ่มกลับขึ้นมา

บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อบอกว่า Mounjaro ดีหรือเหมาะกับทุกคน และไม่ได้แนะนำให้ใครไปฉีดตาม เพียงแค่อยากนำประสบการณ์จริงของตัวเองมาเล่าให้ฟังว่า เราใช้มาอย่างไร น้ำหนักลดลงแค่ไหน และมีอะไรที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจค่ะ

เราเริ่มฉีด Mounjaro อย่างไร?

เราเริ่มฉีดครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ด้วยขนาด 2.5 mg ซึ่งเป็นขนาดเริ่มต้น หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ ปรับเป็น 3.75 mg และ 5 mg ตามลำดับ (อยู่ในความดูแลของหมอนะคะ ไม่ได้ซื้อมาฉีดเอง)

น้ำหนักไม่ได้ลดฮวบลงทันที แต่ค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 67.70 ปลายเดือนเมษายน ลงมาที่ 62.5 กิโลกรัมในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และเหลือประมาณ 59 กิโลกรัมในช่วงปลายเดือนมิถุนายน และลดลงมาอยู่ที่ 54–55 กิโลกรัมในปัจจุบัน (14 กันยายน)

ถ้านับจากน้ำหนักสูงสุดในช่วงต้นปีจนถึงตอนนี้ เท่ากับว่าน้ำหนักลดลงประมาณ 12–13 กิโลกรัม

ตั้งแต่เริ่มฉีดจนถึงปัจจุบัน เราใช้ Mounjaro ไปทั้งหมด 3 ด้ามเท่านั้น (ราคาด้ามละประมาณ 17,000 บาท)

และปากกาด้ามที่ 3 ยังเหลือยาอีกประมาณ 2 ครั้ง จะหมดด้ามที่ 3 ประมาณต้นเดือนตุลาคม ซึ่งก็น่าจะหยุดใช้แล้วค่ะ หลังจากนี้ก็จะต้องควบคุมตัวเองต่อเอง ก็แอบลุ้นเหมือนกันว่าจะโยโย่มั้ย

Mounjaro ทำให้น้ำหนักลดได้อย่างไร?

Mounjaro มีตัวยาสำคัญชื่อ Tirzepatide ซึ่งออกฤทธิ์กับตัวรับฮอร์โมน GIP และ GLP-1 ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาล ความหิว และความรู้สึกอิ่มหลังรับประทานอาหาร

ถ้าอธิบายแบบง่าย ๆ ยาไม่ได้เข้าไปเผาผลาญไขมันโดยตรง แต่ช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น หิวน้อยลง และคิดถึงอาหารน้อยลง เมื่อรับประทานอาหารได้น้อยลงอย่างต่อเนื่อง น้ำหนักจึงค่อย ๆ ลดลงตามมา

สิ่งที่เรารู้สึกได้ชัดที่สุดคือ การควบคุมอาหารง่ายขึ้นมาก จากปกติหิวบ่อย กินวันละ 2-3 มื้ออาหารว่างขนมหวานต่างหาก

หลังฉีดจะรู้สึกไม่ค่อยหิว และเวลากินก็จะอิ่มเร็วขึ้น และไม่ได้คิดถึงอาหารตลอดเวลา ทำให้ปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละวันลดลงไปเองโดยไม่ต้องฝืนอดอาหารมากเหมือนเมื่อก่อน

ข้อเสีย และสิ่งที่ต้องระวัง

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของ Tirzepatide ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก ปวดท้อง หรือรู้สึกแน่นท้อง โดยเฉพาะช่วงเริ่มใช้หรือช่วงที่เพิ่มขนาดยา

เราไม่เจอปัญหาเหล่านี้เลย ปัญหาที่เจอก็คือรู้สึกว่าผมร่วงค่อนข้างเยอะ และท้องผูก คุณหมอแนะนำวิธีที่จะทำให้หายท้องผูกก็คือ ทานโพรไบโอติกส์คู่ไปด้วย เราเลยลอง Bluebiotics ของ Suiren ตัวนี้เลยค่ะ (ทานง่าย ได้ผล เลยตั้งใจทำรีวิวให้ค่ะ ลองกดเพื่ออ่านรีวิวได้นะคะ)

Bluebiotics ของ Suiren

ข้อควรระวังก็คือ น้ำหนักที่ลดลงเร็วเกินไปยังอาจไม่ได้ลดเฉพาะไขมัน แต่อาจสูญเสียกล้ามเนื้อไปด้วย ดังนั้นระหว่างใช้จึงควรรับประทานโปรตีนให้เพียงพอ ดื่มน้ำ และพยายามออกกำลังกาย หรือขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ สำหรับเราจากที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย พอน้ำหนักเริ่มลด คือฉีดไปประมาณ 2 อาทิตย์เราก็เริ่มออกกำลังกายทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง ควบคู่ไปด้วย (เดินชันบนลู่วิ่ง และเล่นเวต)

ผู้ที่มีประวัติส่วนตัวหรือคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิด Medullary Thyroid Carcinoma หรือมีภาวะ MEN 2 ไม่ควรใช้ รวมถึงผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ วางแผนตั้งครรภ์ มีโรคประจำตัว หรือกำลังใช้ยาชนิดอื่น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอค่ะ

อย่าลืม เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำเยอะๆ และพักผ่อนให้เพียงพอนะคะ